Thursday, August 16, 2007

Ratatouille

หนูตัวเล็กก็มีความฝันได้

(ฟังรีวิวแทนการอ่านได้ที่ลิงค์ล่างสุดค่ะ)


นี่อาจจะเป็นสาระแก่นสำคัญของหนังเรื่องนี้ที่สะกิดให้ใครหลายคนต้องสะดุ้งและหันมามองตัวเองใหม่อีกครั้ง แม้หนูตัวเล็กก็มีหัวใจ มีความฝัน และเหนือสิ่งอื่นใด ความกล้าที่จะก้าวออกไปทำความฝันนั้นให้เป็นจริง

Remy เป็นหนูที่แตกต่างจากหนูตัวอื่นในครอบครัว ต่างจากเพื่อนๆหนูทุกตัวตรงที่มันมีสัมผัสเกี่ยวกับอาหารที่ละเอียดอ่อน ด้วยพรสวรรค์อันนี้ ทำให้ Remy ใฝ่ฝันที่จะเป็นพ่อครัวมือหนึ่งในปารีส เมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งศิลปะการทำอาหารอันดับหนึ่งของโลก

แม้ว่าจะครอบครัวของมันจะไม่เห็นด้วย "จะต้องมาคอยแยกแยะระหว่างอาหารชั้นดีกับอาหารชั้นเลวทำไม ในเมื่อสิ่งสำคัญสำหรับหนูคือแค่การอยู่รอดไปวันๆด้วยการแทะกินเศษอาหารจากกองขยะ" พวกมันไม่เห็นความจำเป็นในการที่จะต้องเหนื่อยเพิ่มเติมและหาอาหารดีๆได้น้อยลง แต่หนูสีน้ำเงินรักสะอาดตัวนี้กลับไม่สามารถปฏิเสธเสียงข้างในที่เรียกร้องให้มันเป็นตัวของตัวเองได้ และนั่นก็ทำให้ Remy ได้เริ่มใช้พรสวรรค์ในการทำอาหารของมัน

หนังเรื่องนี้ มีความลึกซึ้ง เรียกได้ว่าเป็นการ์ตูนปรัชญาเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นแง่มุมอารมณ์ต่างๆของมนุษย์ที่ถูกสะท้อนออกมาจากตัวละครที่มีบุคลิกที่ต่างกัน

อย่าง Linguini เองก็เป็นเพียงเด็กผู้ชายวัยรุ่น(ปลายๆ)ธรรมดาๆคนหนึ่งที่ใครๆก็มองว่าไม่เอาไหน เขาไม่มีความสามารถอะไรแถมยังเซ่อซ่าจนสร้างความเดือดร้อนให้กับทุกคนที่อยู่รอบตัวเขาอีกด้วย หลังจากที่แม่เขาเสีย เขาก็เข้ามาสมัครงานเป็นเด็กเก็บขยะในอดีตร้านอาหารอันดับหนึ่งของปารีสที่หลังความตายของเจ้าของร้านที่มีชื่อว่า Gusteau กลับได้รับความนิยมน้อยลงๆทุกที และที่นี่เองที่ Linguini ได้มาพบกับหนูตัวเล็กที่มีฝีมือในการทำอาหารเป็นเลิศอย่าง Remy ทั้งสองร่วมมือกันสรรค์สร้างอาหารจานเลิศในนามของเด็กหนุ่มโดยฝีมือที่แท้จริงเป็นของพ่อครัวหนูนี่เอง

ชื่อเสียงของ Linguini เริ่มเป็นที่กระฉ่อนจนร้าน Gusteau กลับมาได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งอีกครั้ง พ่อครัวใหญ่ Skinner ที่คิดจะฮุบกิจการนี้อยู่แล้ว จึงริษยาและคิดหาวิธีกำจัดเด็กหนุ่มนี้ให้ได้

ส่วน Remy เองก็ต้องต่อสู้กับความขัดแย้งในตัวของมันเอง ระหว่างครอบครัวของมัน หรือ ความฝันกันแน่ที่มันต้องเลือก?

หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังเด็กเล็กเลย แต่กลับเป็นเรื่องยอดเยี่ยมสำหรับผู้ใหญ่ต่างหาก วัยรุ่นที่ต้องเลือกเส้นทางของตัวเอง ระหว่างการเลือกวิถีชีวิตตามที่พ่อแม่กำหนด หรือว่าความฝันของตัวเอง? แม้กระทั่งเพศที่สามที่ต้องฝ่าฟันกับอุปสรรคที่ขัดแย้งภายในจิตใจตน สุดท้ายสิ่งที่หนังเรื่องนี้ต้องการบอกก็คือ จงเป็นตัวของคุณเอง จงกล้าหาญที่จะค้นหาตัวเอง และเมื่อเจอมันแล้ว จงกล้าหาญยิ่งกว่าที่จะยอมรับมันและทำให้มันเป็นจริง

อย่างนักชิมที่มีชื่อว่า Ego ก็เหมือนกัน Ego แปลว่าอัตตาหรือทิฐิที่ในสุดท้ายจะต้องเอาชนะปมของตัวเองเพื่อที่จะเป็นนักวิจารณ์ได้อย่างเที่ยงตรงและยุติธรรมที่สุดให้ได้ สิ่งที่ Remy ต้องการจะบอกกับ Ego ก็คือ อาหารคือความรัก คือจินตนาการที่ไร้ขีดจำกัด บางครั้งอาหารที่ดีที่สุดก็คืออาหารที่เรียบง่ายแต่สามารถเข้าถึงจิตใจของผู้กินได้

อีกแง่มุมหนึ่งที่ซึ้งกินใจของ Ratatouille ก็คือมิตรภาพระหว่างมนุษย์และหนูที่ไม่น่าจะเป็นเพื่อนกันได้ สำหรับหนูแล้ว มนุษย์คือผู้เข่นฆ่า และสำหรับมนุษย์ หนูคือพาหะเชื้อโรคมากมาย แต่ทั้ง Remy และ Linguini ต่างก็สามารถมอบความจริงใจให้กัน มองข้ามเปลือกภายนอกของแต่ละฝ่ายได้


ถือว่า Ratatouille เป็นการ์ตูนปรัชญาให้กำลังใจที่ดีมากๆ หากคุณกำลังมองหาหนังดีๆสักเรื่องที่อาจจะไม่หวือหวาแต่อบอุ่น และสร้างรอยยิ้มกับเสียงหัวเราะให้คุณได้ Ratatouille เป็นอีกเรื่องที่คุณไม่ควรพลาดค่ะ


ภาพทั้งหมดจาก http://www.imdb.com/

Friday, August 10, 2007

The Simpsons Movie

ตลกมากกกกกกกค่ะ แต่มุขหลายแก๊กของหนังเรื่องนี้พาดพิงชาวอเมริกันเยอะ เพราะว่า The Simpsons เป็นการ์ตูนเสียดสีสังคมค่ะ

ขำแบบว่าไม่ได้หยุดหัวเราะ แต่กำลังสงสัยว่าถ้าคนที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับวัฒนธรรมอเมริกันจะเข้าใจมุขที่สอดแทรกเสียดสีตลอดทั้งเรื่องหรือเปล่า

ไม่รู้จะรีวิวส่วนไหนดี เพราะเกือบทุกฉากขำหมดเลย สรุป เป็นการ์ตูนที่สนุกใช้ได้ ที่สำคัญทึ่งกับนักพากษ์เสียงต่างๆ คนหนึ่งพากษ์ทีเกือบสิบตัวละคร แถมเสียงและสำเนียงก็ไม่เหมือนกันด้วย



^^ ถ้าอยากอารมณ์ดี ก็ลองไปดูเรื่อง Simpsons กันนะคะ

อ้อ แล้วก็ลองเข้าไปสร้าง avatar ในแบบฉบับของเราเองได้ที่นี่เลยค่ะ
http://www.simpsonsmovie.com/main.html








Friday, August 3, 2007

Planet Terror


คำเตือน อ่าน review เรื่องนี้แล้วอาจทำให้เสียอรรถรสในการชมภาพยนตร์ได้สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้เข้าชมเรื่องนี้ เนื่องจากบทความดังต่อไปนี้อาจมีการเฉลยตอนจบและรายละเอียดของหนัง



Planet Terror หรือ ในชื่อภาษาไทยว่า "โคโยตี้แข้งปืนกล"



เป็นอีกหนึ่งผลงานของโครงการ Grindhouse ที่เมืองนอกฉายควบกันสองเรื่องกับ Death Proof ที่เคยเขียนถึงมาแล้ว


Planet Terror พูดได้คำเดียวว่า terror หรือ น่าสยองขวัญจริงๆด้วย ไม่ใช่เพราะว่าตัวหนังเป็นเรื่องน่ากลัวหรอกนะคะ แต่เป็นเพราะทำออกมาตามคอนเซ็พท์หนังเกรดบีได้สมจริงเสียจนรู้สึกว่ามันเกรดบีจริงๆด้วยสิ

ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ Robert Rodriguez เจ้าของผลงานภาพยนตร์ดาร์กๆที่ดัดแปลงมาจากหนังสือการ์ตูนเรื่อง Sin City ที่มี Bruce Willis แสดงนำ และผลงานอีกเรื่องก็คือภาพยนตร์ผจญภัยของเด็กๆเรื่อง Spy Kids

ใน Planet Terror นี้ เราจะสามารถเห็นอารมณ์ขันของ Robert Rodriguez ได้จากมุขกวนๆที่ทำเอาคนดูเหวอเต็มไปหมด ประมาณว่าดูแล้ววิญญาณหลุดจากร่าง หน้าตาซีดเซียวว่าพี่ Robert แกจะกล้าทำถึงขนาดนี้


ลองมาดูรายละเอียดของหนังเรื่องนี้กันค่ะ..



เริ่มที่บทสนทนาก่อน บทสนทนาในเรื่อง Planet Terror ถือว่าเป็นรองจากเรื่อง Death Proof อยู่พอสมควร ถึงแม้ว่าจะไม่ต้องถึงขนาดกับต้องมีสาระอะไรมากมาย (เพราะนี่คือหนังสยองแบบเวลาดูต้องไม่คิดมากอะไร) แต่ก็น่าเบื่อไม่ค่อยมีอะไรหวือหวาหรือน่าติดตามฟัง ไม่เหมือนในเรื่อง Death Proof ที่แม้ว่าตอนต้นๆจะมีแต่สาวๆมานั่งคุยกันตลอดไม่มีหยุด เป็นบทสนทนาที่ยาวพอสมควร แต่ก็ยังถือว่าน่าฟังอยู่ดีค่ะ แบบเรื่อยๆ ชิวล์ๆ แต่ใน Planet Terror กลับไม่มีอะไรที่โดดเด่นเลย ฉากโรแมนติกก็ไม่ติก ฉากบู๊เด็ดๆก็เห็นใน preview หมดแล้ว เดาเนื้อเรื่องได้ตั้งแต่แรกจนจบ ไม่เหมือนกับ Death Proof นี่เป็นข้อเสียของการตัดต่อที่เลือกฉากเด็ดๆเกือบทั้งหมดในหนังมาทำเป็น preview รู้หมดเลย ว๊า...

ตอนดูก็นั่งรอว่าจะมีฉากไหนที่ยังไม่เคยเห็นบ้าง (เอาเนื้อเรื่องกว้างๆนะคะ) ก็ปรากฏว่าไม่มีเนื้อเรื่องตอนไหนที่หวือหวา เพราะหนังทั้งเรื่องดูแล้วเหมือนใน preview หมดแล้วล่ะ น่าเสียดายจัง



ในแง่ของพล๊อตเรื่องบ้าง อืมมมม... ไม่ make sense อย่างแรงค่ะ คือจริงๆแล้วดิฉันค่อนข้างไม่ได้คาดหวังที่จะต้องเห็นพล๊อตที่ซับซ้อนหรือเป็นเรื่องเป็นราวอย่างจริงจังอะไรหรอกนะคะ เพราะอย่างที่บอก หนัง Project Grindhouse ค่อนข้างมีไว้ให้ดูแบบเอามันส์ สะใจคนทำหนังเขาล่ะ คนดูก็สะใจไม่ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบที่ต้องปราณีตอะไรมากมาย อยากทำอะไรก็ทำ มั่วๆก็ได้ เพราะในความมั่วนั้นกลับเป็นแนว art ที่น่าดูน่าติดตามไปอีกแบบ แต่ทว่า...จริงๆที่ดูเหมือนมั่วนั้น ต้องไม่มั่วเลยต่างหากละคะ ต้องใช้ความสามารถและศิลปะ แนวคิด วิสัยทัศน์ มุมกล้อง การเดินเรื่อง สคริพต์ setting ที่เฉียบคมพอสมควรที่จะไม่ทำให้หนังเละ เพราะพลาดไปนิดเดียว...ก็จบเลยค่ะ ได้กลายเป็นหนังเกรดบีจริงๆสมใจอยากแน่

อ๋อยยย ไม่น่าเลย Planet Terror เล่นกับไฟ ได้โดนไฟไหม้จริงๆด้วย เพราะหนังแบบนี้ ถ้าจะกล้าแบบบ้าบิ่นก็ต้องกล้าแบบใช้หัวครีเอทจัดเรียบเรียงมุมมองและความคิดให้ที่ชัดเจนและสะอาดกว่านี้



มาถึง surprise ของหนังกันบ้างดีกว่า ที่ surprise สุด ก็เห็นจะเป็นพี่ Tarantino ผู้กำกับหนังเรื่อง Death Proof เพื่อนร่วมโปรเจคท์ของ Rodriguez ที่จู่ๆก็โผล่มาเล่นฉากหนึ่งกับเขาด้วย (จริงๆในเรื่อง Death Proof เขาก็เล่นนะคะ เล่นเป็น bartender เจ้าของผับ - เรื่องนั้นดี ไม่โดดค่ะ มาแว๊บๆ พอให้แฟนหนังได้แอบขำว่า เฮ้ยยย นั่นมันผู้กำกับนี่!) แต่ในเรื่องนี้ พี่ Tarantino เล่นยาวเลยล่ะ เล่นเป็นทหารจอมหื่นที่สุดท้ายก็โดนนางเอกยิงเสียเละตุ้มเป๊ะ การมาเล่นบทเล็กๆในนี้ก็surprise ดีค่ะ แต่อยากแอบกระซิบบอกเขาว่า เขาเป็นผู้กำกับที่ยอดเยี่ยมมาก สุดยอดดดด แต่...อย่าเล่นหนังเองเลยค่ะ แป๊กกก T^T เล่นไม่สมบทบาทเลย แถมยังโดดอีกต่างหาก ในฉากที่ Tarantino เล่น กลับกลายเป็นว่าเขาโดดจนดับนักแสดงเอกคนอื่นไปเลย หรือเป็นเพราะว่าดิฉันรำลึกเกินไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ว่านั่นคือ Tarantino...

มาที่นักแสดงค่ะ นักแสดงนำสาว Rose McGowan เป็นผู้หญิงที่สวย เซ็กซี่ หุ่นดี และในเรื่องก็แต่งหน้าเยี่ยมไปเลยค่ะ การแสดงของเธอในบท Cherry ถือว่าดีค่ะ บางคนที่ดูเรื่อง Death Proof มาแล้วอาจจะจำไม่ได้ว่าเธอก็เล่นหนังเรื่องนั้นด้วย แถมเป็นบทเด่นเสียด้วยสิคะ ก็ Pam สาวสวยผมบลอนด์ในผับที่ตายเป็นคนแรกไงล่ะคะ! ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นคนเดียวกัน เพราะใน Death Proof เธอมีผมยาวตรงสีบลอนด์ การแต่งตัวก็กางเกงยีนเสื้อคอเว้านิดหน่อย ดูเรียบร้อยแอบเซ็กซี่เล็กๆ แต่ในเรื่อง Planet Terror กลับเป็นสาวโคโยตี้เซ็กซี่ผมดำปลายผมสวอนออกอ่อนๆ ใส่เสื้อเกาะอกสีแดงเน้นทรวดทรง กระโปรงสั้นเห็นแก้มก้น! เรียกได้ว่าเซ็กซี่แบบระเบิดเถิดเทิง ทึ่งจริงๆเลยค่ะ



นอกจาก Rose แล้ว ยังมีนักแสดงคนอื่นๆอีกมากที่เล่นหนังควบทั้งสองเรื่อง เพราะสองผู้กำกับนี้จะมีการ share นักแสดงทั้งนักแสดงหลักและนักแสดงประกอบ extra กันค่ะ ตลกดี ฮา ยึดคอนเซ็พท์หนังทุนต่ำจริงๆด้วย ^_^



ส่วนพระเอกที่แสดงโดย Freddy Rodriguez นี่ก็ดูเป็น Mexican ของแท้ ร่างบึ๊ก โครงหน้าชัด การแสดงโอเค (แต่ไม่มีใครเด่นนะคะ เรื่อยๆตามบทมากกว่า) ถ้าใครได้ดูหนังเรื่อง Lady in the Water คงจะจำได้นะคะ ว่าพระเอกหนุ่มคนนี้ก็ได้รับบทเด่นเป็น Reggie หนุ่มผู้คลั่งการยกน้ำหนักข้างเดียวจนมีแขนข้างขวาที่ใหญ่ผิดปกติ และในสุดท้าย เขากลับเป็นผู้ปราบภูติร้ายของเรื่องค่ะ ^^ นอกจากนักแสดงนำสองคนนี้แล้ว ยังมีหมอโรคจิตและภรรยา(ที่หน้าตาไปละม้ายคล้ายคลึงกับ Uma นิดหนึ่ง) อีกด้วย ชอบผู้หญิงค่ะ Marley Shelton เล่นบทนี้ เด่นดี เพราะมาสคาร่าที่เปรอะเลอะแก้มและรอบดวงตา ทำให้ดูเด่นมาก ประกอบกับการแสดงที่ใช้ได้ ทำให้กลายเป็นผู้หญิงอีกคนที่เด่นพอสมควรในเรื่องนี้





ส่วน Bruce Willis นี่....ฮือออๆๆๆ ...

จริงๆก็ตลกค่ะ ฮาที่เขาโผล่มาเล่นหนังเรื่องนี้ แต่..พระแม่เจ้า...บทงี่เง่ามากกก ฮือๆๆๆ

ตอนตาย ตายแบบทำให้คิดในใจ "ทำไมทำงี้อ่ะ ตายกันแบบนี้เลยหรอ แค่เนี้ยะ? อะไรกันเนี่ย..."



effects ใน Planet Terror ติงต๊อง (อันนี้มั่นใจว่าเป็นเจตนารมณ์ของผู้กำกับที่ตั้งใจจะล้อเลียนหนังสยองขวัญทุนต่ำค่ะ อันนี้มั่นใจว่าเป็นคอนเซ็พท์ของ Rodriguez แน่ๆ) ดูแล้วอยากอ้วก ไม่ใช่เพราะสยองเศษเนื้อ เลือด หรือมันสมองกระฉูดหรอกนะคะ แต่เป็นเพราะไอ้น้ำหนองหรือเลือดของผีดิบเนี่ยมันดูแล้วแหวะมากๆ บีบน้ำหนองกันกระเด็นปุ..ปุ.. อี๋... ทำให้นึกถึงเกมตู้ที่ชื่อว่า House of the Dead ที่ดิฉันเคยไปยืนเล่นกับเพื่อนสนิทเมื่อก่อน ยิงซอมบี้กันเละเทะเลยค่ะ


แต่ที่เด็ดสุดที่ขำมากก็คือ fake preview หรือ preview ปลอมก่อนหนังฉายนี่สิคะ ฮามากๆ ที่ดิฉันได้ดู (ไม่แน่ใจว่าทุกโรงจะได้ดูเรื่องเดียวกันนี้หรือเปล่า เนื่องจาก Grindhouse ได้ทำ fake trailers หรือ previews ปลอมไว้เยอะเลยค่ะ) ก็คือพรีวิว(ปลอม)เรื่อง Machete เรื่องราวการแก้แค้นของนักฆ่าเชื้อสายอินเดียนแดงคนหนึ่งที่โดนจัดฉากและหักหลัง นำแสดงโดยนักแสดงสุดเก๋าผู้มีเอกลักษณ์อย่าง Danny Trejo ขำมากๆ ต้องดูวิธีการแก้แค้นของเขานะคะ ปีนขึ้นไปยืนอยู่บนหลังคารถศัตรูแล้วปาพร้าทีละเล่มลงไปในนั้นเป็นการฆ่าค่ะ ฮ่าๆๆๆ


ว๊า...อยากให้มีหนังเรื่องนี้จริงๆจังเลย ท่าทางจะตลกแบบบ๊องๆหลุดโลก

แต่ก็ไม่แน่นะคะ ตอนนี้รู้สึกว่า Rodriguez จะสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาจริงๆด้วย ถ้าหากมีการทำหนังเรื่องนี้จริงก็หวังว่าเรื่อง Machete จะมีความโดดเด่นและความชัดเจนกว่าเรื่อง Planet Terror



สรุปแล้ว หนังเรื่องนี้ก็สนุกดีค่ะ ต้องดูแบบเรื่อยๆอย่าคิดมาก อย่าคิดถึงรายละเอียดขององค์ประกอบ เพราะเขาตั้งใจให้ออกมาดูขำๆกวนๆห่วยๆตามคอนเซ็พท์ แล้วคุณจะได้เสพความแปลกใหม่ที่เป็นการรับประกันความกล้าของผู้สร้างหนังเรื่องนี้




ภาพทั้งหมดจาก www.imbd.com

Monday, July 30, 2007

Death Proof





คำเตือน

หากไม่นิยมความรุนแรงไม่ว่าจะเป็นในการแสดงออกทางเพศ คำพูด หรือ graphic violence ต่างๆ คุณไม่ควรไปดูหนังเรื่อง death proof เป็นอันขาด



แต่...
หากคุณชื่นชอบหนังของผู้กำกับสุดแนวสุดขั้วอย่าง Quentin Tarantino ที่เคยทำหนังชุดเรื่อง Kill Bill แล้ว ขอรับประกันว่าหนังเรื่องนี้จะไม่ทำให้คุณผิดหวังอย่างแน่นอน


หนังเรื่องนี้ประกอบไปด้วยสองตอนรวมกันโดยแบ่งภาคตามกลุ่มเหยื่อที่สตั้นท์แมนโรคจิต Stuntman Mike คอยสะกดรอยตามเพื่อฆ่าหมู่อย่างโหดเหี้ยม


ในกลุ่มแรกนั้นประกอบไปด้วยผู้หญิงเซ็กซี่สี่คนที่กำลังวางแผนจะไปเที่ยวพักผ่อนที่บ้านตากอากาศของหนึ่งสาวนางแบบด้วยกัน แต่แล้วก็ต้องมาประสบพบกับอดีตสตั้นท์แมน(ซึ่งจริงๆหนังก็ไม่ได้เฉลยว่าสุดท้ายแล้ว คนร้ายเคยเป็นสตั้นท์แมนจริงหรือเปล่า แต่มันก็ไม่จำเป็นอะไรที่จะต้องย้อนกลับไปขนาดนั้น เพราะมันไม่จำเป็นต่อพล๊อตเรื่องของหนังเรื่องนี้เลย เพียงแค่รู้ที่มาที่ไปของรถที่ Stuntman Mike ใช้เพื่อสังหารสาวๆว่าสร้างขึ้นมาด้วยโครงเหล็กอย่างดี ออกแบบไว้สำหรับการถ่ายทำหนังก็พอ)ซึ่งเป็นโรคจิตชอบติดตามกลุ่มผู้หญิงหน้าตาดีหุ่นเซ็กซี่เพื่อฆ่าหมู่ด้วยการขับรถชนจนตายอย่างสยดสยอง แบบว่ายอมเสี่ยงเพื่อแลกกับความสุขวิปริต

รถของ Stuntman Mike ถูกโมดิฟายด์โดยการรื้อที่นั่งฝั่งผู้โดยสารออกหมด แล้วทำเป็นตู้กระจกเพื่อกั้นระหว่างคนขับกับผู้โดยสารเท่านั้น เก้าอี้ไม่มีพนักพิงหลัง ไม่มีสายคาดเข็มขัด (seatbelt) หรืออะไรทั้งนั้น เมื่อเหยื่อนั่งตรงนี้ย่อมต้องบาดเจ็บจนตายแน่ๆ เพราะวิธีที่ Stuntman Mike ใช้ในการฆ่าคนก็คือ ขับรถด้วยความเร็วสูง ก่อนที่จะกระทืบเบรคสุดเท้าหรือหักพวงมาลัยอย่างกระทันหันจนเหยื่อที่นั่งอยู่ต้องถูกเหวี่ยงออกไปชนกับหน้ากระจกหรือตู้กระจกจนตาย (โหดไหมล่ะ?) รถคันนี้ Death Proof หรือแปลได้คร่าวๆว่า รับประกันความปลอดภัยนั่งแล้วไม่ตายแน่ๆ (แต่ที่ไม่ตายน่ะ ต้องนั่งตรงเบาะผู้ขับต่างหากล่ะ หากนั่งเบาะข้างๆ.....ตายแน่นอน)

สุดท้าย ผู้หญิงนักร้องเดจีเซ็กซี่กับเพื่อนทั้งสามก็ต้องเจอกับความตายอย่างสยดสยอง เรียกได้ว่า ฉากนี้คนดูต้องลุ้นตื่นเต้นระทึกจนอะเดรนาลินพุ่งสูบฉีด เป็นความสุดยอดของผู้กำกับอย่างแท้จริงที่สามารถค่อย build อารมณ์คนดูจากตอนแรกเนือยๆเรื่อยๆจนกระทั่งสงสัย สงสัยแล้วค่อยหวาดกลัวสุดขีด ก่อนที่จะถึงจุด climax ด้วยความระทึก

หนังเรื่องนี้ พูดได้คำเดียวว่าสุดยอด

หากแยกองค์ประกอบหนังออกจากกันแล้วพิจารณาทีละส่วน จะเห็นว่าผู้กำกับ Tarantino มีความกล้ามาก อาจเรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของเขาอยู่แล้ว นับตั้งแต่ Pulp Fiction ที่เรียกได้ว่าเป็นหนังที่ดีที่สุดของผู้กำกับคนนี้ (จากความเห็นผู้ชมและนักวิจารณ์ส่วนใหญ่) มาจนถึงหนังที่ทำชื่อให้กับเขามากที่สุด Kill Bill ทั้งสองภาค หนังของ Tarantino มีกลิ่นอายดิบอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นมุมกล้อง การเดินเรื่อง ฉากพะบู๊ บุคลิกของตัวละคร แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้ขาดความละเมียดละไมทางความคิดเลย ดูได้จากการเดินกล้อง มุมกล้อง Tarantino ชอบใช้ภาพ crop ของตัวละคร ส่วนของร่างกาย ป้ายร้าน รถยนต์ ถนน ฯลฯ จนมาประกอบกันเป็นเรื่องราวที่มีสีสัน

เพลงประกอบหนังได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของผู้กำกับคนนี้ไปแล้ว เช่นเดียวกันกับตัวอักษร และการนำเสนอนักแสดงที่ไม่ปรุงแต่งมากนัก จนดูสมจริง

บทสนทนาของตัวละคนทั้งหมดในเรื่องนี้ก็คือเรื่องที่สาวๆมักจะเอามาเม้าธ์กันจริงๆนั่นแหละ งานนี้ผู้ชายฟังคงจะเขิน เพราะจะเป็นเรื่องเซ็กส์ๆ ถามไถ่เรื่องความก้าวหน้าทางสัมพันธเพศว่าไปถึงไหนแล้ว เรื่องของงาน การบ่นใส่กัน ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนได้นั่งดูนั่งฟังสาวๆเขาเม้าธ์กันจริงๆ

Death Proof นี้มีบทสนทนาของสาวๆค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแรก หรือกลุ่มที่สอง และหัวข้อการคุยกันก็ไม่พ้นเรื่องเดิมๆ

แรกๆ จะรู้สึกว่ามีทำไมเนี่ย บทสนทนายาวๆเนี่ย แต่กลับประหลาดใจที่พบว่าตัวเองก็เผลอแอบฟังสาวๆเขาคุยกันเหมือนกัน สนุกดีแบบไม่คิดอะไร แต่พอระทึกทีนี่สิ ไม่ได้หายใจเลย เสียวสุดๆ มันไม่ใช่หนังประเภทถึ่งดึ๊งที่จู่ๆก็มีผีกระโดดใส่จนตกใจกระโดดตัวลอย แต่ Death Proof เป็นหนังประเภทที่คนดูค่อยๆอิน ค่อยๆตามพล๊อตเรื่องไปเรื่อย จนในที่สุด กว่าจะรู้ตัว ตัวเองก็อินกับมันไปเรียบร้อยแล้ว

Tarantino ทำหนังแบบให้เดาไม่ได้ พอคิดว่าจะเป็นแบบนี้ แต่กลับพลิกไปอีกแบบ นี่คือความเก๋าของผู้เขียนผู้กำกับเจ้าของรางวัลกว่า 30 รางวัล และได้รับการเข้าชิงอีกนับไม่ถ้วน

ครึ่งหลังของหนัง...ไม่เฉลยดีกว่า... แต่พูดถึงคอนเซ็พท์ได้ว่า ยอดเยี่ยม หักมุม เร้าใจเสียยิ่งกว่าครึ่งแรกหลายเท่า ตามด้วยความรู้สึกสะใจเหลือหลาย พอหนังจบถึงกับปรบมือเฮอยู่คนเดียว (หรือว่าเราซาดิสต์กันนะ?)



ในหนังเรื่องนี้ ประทับใจนักแสดงสองคน คนแรกคือเจ้าคนโรคจิต Stuntman Mike แสดงโดย Kurt Russell โอ้แม่เจ้า... เล่นเก่งมากจนเชื่อว่า Kurt โรคจิตจริงๆเลย น่ากลัวมากๆ ส่วนอีกคนที่สุดยอดก็คือนักแสดงสาวในครึ่งหลังนามว่า Zoe Bell

Zoe เล่นเป็นสตั๊นท์เกิรล์ที่มีชื่อเหมือนเธอว่า Zoe และในชีวิตจริง Zoe (อ่านว่า โซอี้)ก็เป็นสตันท์จริงๆซะด้วยสิ ที่ผ่านมา Zoe เคยเล่นสตันท์ให้ในเรื่อง Kill Bill, Alias, Poseidon, Catwoman ฯลฯ และในฉากหนึ่งที่น่าหวาดเสียวที่สุดของเรื่องบนฝากระโปรงรถ Zoe ก็เล่นจริง! เธออาจตายได้จริงๆ ถือว่าสุดยอดมาก ขนลุกสุดๆ ใครที่จะเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ พอถึงฉากนี้ อย่าลืมรำลึกได้นะคะว่า เธอกำลังเล่นเองจริงๆอยู่!!




ก่อนจะดูฉากนั้น ดิฉันก็ประทับใจกับการแสดงและบุคคลิกของ Zoe อยู่แล้ว หน้าตาที่ยิ้มแย้ม รูปร่างที่ไม่ได้บอบบางเหมือนนางเอกทั่วไป น้ำเสียงและความไม่พยายามจนเกินไป ทำให้การแสดงของเธอโดดเด่นและเป็นธรรมชาติเหมือนไม่ได้กำลังแสดงหนังจริงๆ ยิ่งมารู้ว่าในชีวิตจริง Zoe เป็นสตันท์จริงๆและเล่นเองด้วย ก็ยิ่งชื่นชมเธอไปกันใหญ่ ปลื้มค่ะ




Deathproof จริงๆแล้วตั้งใจฉายควบกับเรื่อง Planet Terror พร้อมกันสองเรื่อง อย่างในเมืองนอกก็ฉายควบกันค่ะ แต่ในเมืองไทยกลับออกทีละเรื่อง ผู้กำกับหนังเรื่อง Planet Terror ก็คือ Robert Rodriguez ทั้ง Death Proof และ Planet Terror เป็นหนังโปรเจ็คท์หนังเกรดบีที่มีชื่อว่า Grindhouse ค่ะ ที่เมืองนอก ก่อนชมหนังทั้งสองเรื่องนี้ เขามี trailers หรือพรีวิวหนังปลอมด้วย เอาไว้กวนๆเล่น ใครอยากดู ก็ไปดูที่ youtube นะคะ ถ้ารู้วิธีเข้า อิอิ... ใครอยากรู้ หลังไมค์ได้ค่ะ ^.<



วันต่อมาหลังจากดู Death Proof เสร็จ ดิฉันถึงได้นึกอะไรออกได้ ว่ากลิ่นอายของหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงอะไร


ก็หนังเกรดบีอย่างบุปฝาราตรียังไงล่ะคะ คือผู้เขียนผู้กำกับทำหนังด้วยอารมณ์ดิบๆ สดๆ ไม่ปรุงแต่งเกิน ตั้งใจให้เป็นหนังเกรดบีแต่พอดูแล้วกลับรู้สึกว่ารสชาติมันเข้มข้น เหมือนเทียบกับการโซ้ยก๋วยเตี๋ยวต้มยำข้างถนนรสชาติจัดจ้าน หรือข้าวต้มรอบดึกที่ไม่พิถีพิถันตกแต่งละเอียดละออเหมือนกับอาหารร้านหรูในโรงแรมหรือร้านสวนอาหารดังๆ แต่กลับอร่อยถึงใจเพราะทำโดยพ่อครัวแม่ครัวฝีมือจัดจ้านผู้ช่ำชองในด้านการปรุงอาหาร เหมือนผู้เขียนผู้กำกับหนังทั้งสองคนนี้ที่เชี่ยวชาญอยู่แล้ว ทำให้กลายเป็นหนังเกรดเอไปเลย



หลังจากเรื่องนี้แล้ว กลิ่นอายของมันทำให้อยากไปดูอีกเรื่อง (Planet Terror) จริงๆเลย ชื่อภาษาไทยของ Planet Terror คือ โคโยตี้แข้งปืนกล +_+ อ๋ออยยย ทำไมต้องโคโยตี้ด้วยอ่ะ เซ็งจริงๆ แต่ถึงยังไงหนังเรื่องนี้นับว่าเป็นอีกเรื่องที่จะไม่พลาดแน่ๆค่ะ




Reference
ภาพทั้งหมดมาจาก http://www.imdb.com/


Thursday, June 28, 2007

Totoro




totoro

my all-time favorite anime!


spirited away was the very first anime from the ghibli studio i saw. then after that, i started crazily "hunting" for more ghibli's! totoro was one of the last i checked out but the most enjoyed and cherished!


totoro, the king of the jungle, is invisible to the villagers except for the two girls, who first saw him on a rainy day, appearing to them in time of need. he does not speak or say any word but expresses himself in rare short deep gentle, and even powerful in some scenes, sounds.


the most memorable and desirable characters in this anime in my opinion are totoro and the cat bus, and i want to write a little more about them. i love the scene where the crying girl, who's just lost sight of her younger sister, fumbled and slid down the secret tunnel into his cave before bouncing up and down on the sleeping totoro's fluffly, fat and warm tummy (this reminds me very much of a tamborine! hahaha!) that scene was just soooooo cute! i couldn't stop laughing and smiling. if this was the purpose of the producer/director, they totally had me!


well, to continue, he woke up and hugged her. then they started looking for her lost sister, which hereby my second favorite character, the cat bus, appears. (how i wish there is a real totoro and his cat bus in our world!) the giant cat transforms himself into a bus with comfy fluffly chairs, able to run and fly to anywhere he likes, through the woods, on the electricity cables, on the mountains, and even on the pond's surface.


finally, with the help from the king of the jungle and his cat, the two sisters reunited, and their sick mother returned home from the hospital. altogether with their father, the family lives happily ever after in the jungle, under the secret supervision and friendship with totoro.


i love mayazaki's animes, they're all very seedful. seedful is a word i used to portray the feeling of thoughtful ideas being implanted onto the mind after watching a movie/anime or reading a book, growing deeper into many more thoughts. usually these thoughts are humanitary, reflecting our very own minds, and the lives of the forgotten. though totoro does not obviously nor aggressively shove these seeds onto the audience, and rather places them down on a serving tray in front of us, the sweet steam from this cup of coffee slowly penetrates into our mind, leaving very beautiful seeds there.


through the eyes of the two young sisters, i experienced love, fear, family bond, sisterhood, unique friendship, hope and warmth with intense fun and laughter. this anime depicts human hope and lives in an incredibly optimistic view though there were fear, insecurity, and loneliness. children's common fear of losing their parent(s) is also played here, reminding me of my own childhood fear when my sister and i spent hours crying our eyes out one night in our bedroom, fearing that our parents had to die one day. my mother ended up hearing us and rushed up the stairs panickly to calm us down. when she and my father learned the cause of our crying, they laughed and laughed. i still remember the gleam in their eyes and how they looked so gentle. and that's when we learned death itself shouldn't be that scary, because even my parents laughed at it! so maybe it's not that scary afterall!


after watching totoro, you will end up like me, humming the theme song all day and all night long. to to ro... to to to ro... to to ro... to to to ro...


Pirates of the Caribbean 3: At World's End



pirates of the caribbean: at world's end

อืมมม... ภาคที่สองยังพอมีความสนุกหฤหรรษ์จากมุขต่างๆที่กระจัดกระจายไปทั่วหนังบ้าง แต่มาภาคที่สามนี่...ไม่สนุกเอาเสียเลยอ่ะ มุขแป๊ก พล๊อตไม่ชัดเจน เพลงประกอบห่วย มุมกล้องไม่มีวิสัยทัศน์และตัวละครไม่มีความชัดเจน เหมือนกับว่า หนังเรื่องนี้มีองค์ประกอบที่ฟุ้งเฟ้อเยอะเกินไป ไม่ว่าจะเป็นตัวละคร บุคลิก ฉาก โลเกชั่น ซีน คำพูด มุข และพล๊อตที่ไม่จำเป็นอยู่ค่อนข้างเยอะ และปัญหาอยู่ที่คนคิดไม่สามารถสืบสานเรียงร้อยเรียบเรียงเครื่องปรุงและส่วนประกอบหลักทั้งหมดให้เข้ากันอย่างกลมกล่อมได้ ทำให้ชิ้นส่วนและองค์ประกอบหลายส่วนตกหล่นกระจุยกระจายออกมาแกนกลางจนภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องเสียเอกภาพไปอย่างน่าเสียดาย (ทั้งๆที่ฟอร์มดีแล้วแท้ๆเชียว)


น่าเสียดายที่ตัวละครต่างๆเองก็ไม่มีความชัดเจนพอ ดูๆไปยังไม่สามารถเข้าใจแรงจูงใจของแต่ละตัวละครได้ (เรือแบล๊คเพิร์ล? ความรัก? อำนาจ? ชีวิตที่เป็นนิรันดร์? เงิน? ความใคร่รู้? ความท้าทาย? เกียรติยศ? ความแค้น?) มันคืออะไรกันแน่?


ที่น่าปวดใจพอกันก็คือบุคลิกและเอกลักษณ์ของตัวละคร ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าบุคลิกของจอมโจรสลัด แจ๊ค สแปร์โรว์ นั้นมีความโดดเด่นและเป็นสิ่งชูโรงที่สร้างสีสันเป็นอย่างยิ่ง การงอแขนและเหยียดปลายนิ้วไปมา การเดินยืนโอนโงนเงน การทำหน้าเด๋อด๋าไม่รู้ไม่ชี้ และการกรอกตาไปมา กลายเป็นสัญลักษณ์ของหนังเรื่องนี้ไปแล้ว แต่ทว่า สิ่งผิดพลาดที่เกิดขึ้นในภาคนี้ก็คือ ดูเหมือนตัวละครบางตัวได้เลียนแบบบุคลิกของแจ๊คไปแล้วจนตัวเองขาดลักษณะเฉพาะและความชัดเจนในบทบาทของตน อย่าง อลิซาเบท และ บาร์โบซ่าในตอนต้นของหนังเป็นต้น


ส่วนนางเทพแห่งท้องทะเล คาลิปโซ ที่ต้องถูกจองจำอยู่ในร่างมนุษย์ เมื่อได้รับการปลดปล่อย คนดูต่างคาดหวังที่จะได้เห็นอิทธิฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ของนางให้สมกับที่ผู้สร้างได้ปูทางมา แต่กลับต้องผิดหวังกับพลังที่ไม่แน่ใจว่าเพื่ออะไร นางต้องการเข้าข้างฝ่ายใดหรือเปล่า หรือว่าสุดท้ายแล้วนางไม่ได้อยู่ข้างใด เพียงแต่ต้องการที่จะลงโทษทุกฝ่าย จุดประสงค์ที่ทำให้เกิดวังน้ำวนเพื่ออะไร? งงจริงๆ...


ในส่วนของพล๊อตหนังนั้น รู้สึกว่ามันสะเปะสะปะเหลือเกิน ทั้งยังขาดทิศทางที่ชัดเจนหรือความหมายอีกด้วย การปูทางหนังในตอนต้นด้วยเหรียญหนึ่งในเก้านั้น แรกๆดูเหมือนจะดี ทำให้คนดูติดตามว่าสุดท้ายแล้ว คำถามของเหรียญปริศนาจะทำอะไรได้บ้าง เหตุใดทุกคนจึงพากันไล่ล่าเหรียญและตามหาแจ๊ค คำตอบที่ได้รับกลับไม่ชัดเจนและไม่มีการย้ำบทสรุปในตอนท้ายแต่อย่างใด ดูๆไปก็มึนๆงง


แม้กระทั่งในตอนจบก็ตาม ความสัมพันธ์ของพ่อลูกเทิร์นเนอร์และคู่รัก วิลเลี่ยม-อลิซาเบท ที่ตั้งใจจะทำให้ซึ้งก็ดูเหมือนจะไม่จับจิตสักเท่าไหร่ ทำให้รู้สึกว่าผู้สร้างมีองค์ประกอบก่อนแล้วค่อยเขย่าๆทุกอย่างเพื่อให้เข้ากัน แต่มันไม่ลงตัวกันเลย เพราะทิศทางมันหันเหออกจากกันซะงั้น เหมือนมันไปไม่สุด เหมือนปูทางมาดีแล้วแต่กลับเหยียบคันเร่งไม่มิด ส่งตัวละคร พล๊อตเรื่อง และรายละเอียดไม่ถึงหัวใจคนดู เลยทำให้หนังเรื่องนี้กลับไม่น่าประทับใจในความเห็นส่วนตัว


Monday, May 28, 2007

Les Choristes



Les Choristes

One of the best movies that I highly recommend!


It is so eloquently told through the eyes of a famous conductor and composer, of whom profession was inspired by his generous and skillful childhood advisor/music teacher.

Cultured in a dark obdurate orphanage school administered by a martinet with no teacher mind, children faced many difficulties in finding beauty and creativity in their lives. Many had become difficult youngsters, causing troubles daily as an act of escaping and rebelling against their cruel suppressed reality.

It had always been this way until one day when a new teacher/advisor had stepped into the school. His kind, empathetic and talented mien changed the aura of every child in his class. He brought out their very best through singing. And through this small chorus, the orphans found their faith, meaning, deciplines and, most important of all, their own strength and worth from inside out.

Although he was later fired by the principal due to the internal political conflict, what he had done for those young boys had left permanent footprints on their hearts, leading them towards a confident and heartful journey into their beautiful adolescense.

Personally, I love everything in this movie: its elements, art direction, the costumes and makeup (everything wasn't too intentional nor stylish), actors, setting, script, plot, and the "seeds". This movie is one of the very few that can implant "seeds" into my mind to contemplate upon its details, especially its clever yet simple morals, even after the movie has ended. I would describe it as a positive movie, giving out positive messages to the audience. Wonderful!

I think I have begun to become a fan of "Frenchness". I love the tone of French movies, they're very warm, straight, and "seedful". Everything is so romantic, even in a war or sad movie.

To conclude, I have given this movie a 5-star for its performance. There are only a few movies I could give this humble personal rating to. Check it out if you are a fan of "romantic" movies, romantic not in the sense of a man-woman romance, but romantic in terms of the audience's feelings after watching a good movie, like a person who has sipped a very warm and tender cup of coffee in a cold morning. That's my meaning for "romantic".